วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความหลากหลายทางชีวภาพ

คำว่าความหลากหลายทางชีวภาพมาจาก biodiversity หรือ biological diversity
ความหลากหลาย (diversity) หมายถึงมีมากและแตกต่างกัน
ทางชีวภาพ ( biological ) หมายถึง ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต
ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง การมีสิ่งมีชีวิตนานาชนิด
นานาพันธุ์ในระบบนิเวศอันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งมีมากมาย
และแตกต่างกันทั่วโลก หรือพูดง่ายๆคือการที่มีชนิดพันธุ์ สายพันธุ์
และระบบนิเวศน์ที่แตกต่างหลากหลายบนโลก
โดยสรุป ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง ธรรมชาติที่
เป็นสิ่งมีชีวิต หากพูดว่า “ รักธรรมชาติ ” ในความเป็นจริงคือ
รักความหลากหลายทางชีวภาพนั่นเอง
ความหลากหลายทางชีวภาพ สำคัญอย่างไร
ความหลากหลายทางชีวภาพมีอยู่ระหว่างสายพันธุ์
ระหว่างชนิดพันธุ์ และระหว่างระบบนิเวศ ตัวอย่างความหลากหลาย
ทางชีวภาพ ระหว่างสายพันธุ์ที่สามารถสังเกตุเห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ
ความแตกต่างระหว่างพันธุ์พืชและสัตว์ต่างๆ ที่ใช้ในการเกษตร
ความแตกต่างหลากหลายระหว่างสายพันธุ์ ทำให้เราสามารถเลือกบริโภค
ข้าวจ้าว หรือข้าวเหนียว ตามที่เราต้องการได้ หากไม่มีความหลากหลาย
ของสายพันธุ์ต่างๆแล้ว เราอาจจะต้องรับประทานส้มตำปูเค็ม
กับข้าวจ้าวก็เป็นได้ ความแตกต่างที่มีอยู่ในสายพันธุ์ต่างๆ ยังช่วยให้
เกษตรกรเลือกสายพันธุ์ปศุสัตว์ และสัตว์ปีก เพื่อให้เหมาะสม
ตามความต้องการของตลาดได้ เช่น ไก่พันธุ์เนื้อ ไก่พันธุ์ไข่ดก
วัวพันธุ์นม วัวพันธุ์เนื้อ ความหลากหลายระหว่างชนิดพันธ ุ์เราสามารถ
พบเห็นได้โดยทั่วไป ถึงความแตกต่างระหว่างพืชและสัตว์แต่ละชนิด
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่อยู่ใกล้ตัว เช่น สุนัข แมว จิ้งจก ตุ๊กแก กา นกพิราบ
นกกระจอก ฯลฯ หรือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในป่าเขาลำเนาไพร เช่น เสือ ช้าง
กวาง กระจง เก้ง ลิง ชะนี หมี วัวแดง ฯลฯ
พื้นที่ธรรมชาติเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย
แต่ว่ามนุษย์เราได้นำเอาสิ่งมีชีวิตมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร
และอุตสาหกรรม น้อยกว่าร้อยละ 5 ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
ในความเป็นจริงพบว่ามนุษย์ได้ใช้พืชเป็นอาหารเพียง 3,000 ชนิด
จากพืชที่มีท่อลำเลียง ( vascular plant ) ที่มีอยู่ทั้งหมดในโลกถึง
320,000 ชนิด ทั้งๆที่ประมาณร้อยละ 25 ของพืชที่มีท่อลำเลียงนี้
สามารถนำมาใช้บริโภคได้ สำหรับชนิดพันธุ์สัตว์นั้น มนุษย์ได้นำเอา
สัตว์เลี้ยงมาเพื่อใช้ประโยชน์เพียง 30 ชนิด จากสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง
ทั้งหมดที่มีในโลกประมาณ 50,000 ชนิด ( UNEP 1995 )
ความหลากหลายระหว่างระบบนิเวศ เป็นความหลากหลายทางชีวภาพ
ซึ่งซับซ้อน สามารถเห็นได้จากความแตกต่างระหว่างระบบนิเวศ
ประเภทต่างๆ เช่น ป่าดงดิบ ทุ่งหญ้า ป่าชายเลน ทะเลสาป บึง หนอง
ชายหาด แนวปะการัง ตลอดจนระบบนิเวศที่มนุษย์สร้างขึ้น
เช่น ทุ่งนา อ่างเก็บน้ำ หรือแม้กระทั่ง ชุมชนเมืองของเราเอง
ในระบบนิเวศเหล่านี้ สิ่งมีชีวิตก็ต่างชนิดกัน และมีสภาพการอยู่อาศัย
แตกต่างกัน ความแตกต่างหลากหลายระหว่างระบบนิเวศ ทำให้โลก
มีถิ่นที่อยู่อาศัยเหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ระบบนิเวศแต่ละแบบ
ให้ประโยชน์แก่การดำรงชีวิตของมนุษย์แตกต่างกัน หรืออีกนัยหนึ่งให้
“บริการทางสิ่งแวดล้อม ” (environmental service) ต่างกันด้วย อาทิเช่น
ป่าไม้ทำหน้าที่ดูดซับน้ำ ไม่ให้เกิดน้ำท่วมและการพังทลายของดิน
ส่วนป่าชายเลนทำหน้าที่เก็บตะกอนไม่ให้ไปทับถมจนบริเวณปากอ่าวตื้นเขิน
ตลอดจนป้องกันการกัดเซาะบริเวณชายฝั่งจากกระแสลมและคลื่นด้วย
เรารู้จักความหลากหลายทางชีวภาพดีแค่ไหน
มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์องค์ประกอบ ของความหลากหลายทางชีวภาพ
มาเป็นเวลานานนับล้านปี พูดง่ายๆคือ ทรัพยากรชีวภาพไม่ว่าจะเป็น
สายพันธุ์หรือชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิต หรือระบบนิเวศได้ถูกใช้ประโยชน์มาตั้งแต่
บรรพบุรุษรุ่นแรกๆของมนุษย์ ตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก
นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่า ยังมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกเพียง
เล็กน้อยเท่านั้น นักอนุกรมวิธาน สามารถจำแนกชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ
ได้รวมทั้งสิ้น 1.75 ล้านชนิด ซึ่งน้อยกว่าร้อยละ 8 ของจำนวนสิ่งมีชีวิต
ที่มีอยู่จริงทั้งหมดในโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่ามีประมาณ 13-14
ล้านชนิด สิ่งมีชีวิตที่นักวิทยาศาสตร์ทราบและจำแนกชนิดแล้วส่วนใหญ่คือ
สัตว์มีกระดูกสันหลัง และพืชชั้นสูงต่างๆ
นักอนุกรมวิธานสามารถจำแนกชนิดพันธุ์แมลงได้ประมาณ 750,000 ชนิด
ซึ่งเป็นเพียง 1 ใน 10 ของชนิดพันธุ์แมลง ที่คาดว่ามีอยู่ทั้งหมดในโลก
ซึ่งมีประมาณ 7.5 ล้านชนิด ( UNEP 1995 )
แม้ว่าเรามีความรู้อันแสนจำกัดเกี่ยวกับชนิดพันธุ์ต่างๆ
แม้ว่าเรายังขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงคุณค่าของความหลากหลายฯ
แต่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในโลกนี้ กำลังเกิดขึ้น
อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง โดยไม่รอให้เราได้ศึกษาอย่างครบถ้วน
เกิดอะไรขึ้นกับความหลากหลายทางชีวภาพ
ปัจจุบันสิ่งมีชีวิตในโลกสูญพันธุ์มากกว่า 30,000 ชนิดต่อปี
ซึ่งคิดเป็นอัตราเร็วกว่าการสูญพันธุ์ในยุคก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นมา
120,000 เท่า ซึ่งในยุคนั้นอัตราการสูญพันธุ์เป็นไปตามธรรมชาติ
คือ 1 ชนิด ในระยะเวลา 4 ปี ( Myers 1993 ) แม้ว่าการสูญพันธุ์
จะเป็นวัฏจักรของธรรมชาติ แต่การสูญพันธุ์ด้วยอัตราเร่งอย่างที่เป็นอยู่
ในปัจจุบัน เป็นปรากฏการณ์นอกเหนือธรรมชาติ ซึ่งแสดงว่า
โลกกำลังเผชิญหน้ากับความหายนะ ที่กำลังคืบคลานสู่ทุกชีวิตบนพื้นพิภพ
หากขาดความพยายามที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพไว้แล้ว
โลกจะสูญเสียร้อยละ 20 ของชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในปัจจุบันภายใน
30 ปีข้างหน้า และสูญเสียร้อยละ 50 ของชนิดพันธุ์ ภายในศตวรรษที่ 21
( UNEP 1995 )
ประเทศไทยได้ทำให้สมัน Cervus schomburgki สูญพันธุ์ไปแล้วจากโลกนี้
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 เพระถูกล่าอย่างหนัก และถิ่นที่อยู่อาศัย ซึ่งได้แก่
บริเวณที่ราบต่ำบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาถูกทำลาย (จารุจินต์
นภีตะภัฎ 2536) นกช้อนหอยใหญ่ (Pseudibis gigantean)
และนกพงหญ้า (Graminicola bengalensis) ได้สูญพันธุ์
ไปจากประเทศไทยแล้ว คูปรี (Bos sauveli) ซึ่งเคยอาศัย
อยู่ในป่าโปร่งที่มีทุ่งหญ้าสลับป่าเต็งรัง แถบเทือกเขาพนมดงรัก
(วท. 2533) ได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย ในโลกนี้ยังอาจพบคูปรีได้
ในป่าของประเทศลาว และกัมพูชาเท่านั้น
เท่าที่นักอนุกรมวิธานทราบ ประเทศไทยได้สูญเสียปลาน้ำจืดอีก 5 ชนิดคือ
ปลาหางไหม้ Balantiocheilus melanopterus
ปลาหวีเกศ Platytropius siamensis ปลาโจก หรือปลาใส้ตัน
Cyclocheilichthys lagleri และปลาอีก 2 ชนิดที่สูญพันธุ์ไป
ก่อนที่นักอนุกรมวิธานจะมีโอกาสตั้งชื่อภาษาไทยเสียอีก
คือ Longiculture caihi และ Oxygaster williaminae ( สผ. 2539 ก )
เป็นที่น่าวิตกว่าช้างป่า Elephas maximus ควายป่า Bubalus bubalis
เสือโคร่ง Panthera tigris และพะยูน Dugong dugon จะสูญพันธุ์
ไปจากประเทศไทยในไม่ช้า เพราะว่าประชากรช้างป่าในธรรมชาติลดลง
เหลือเพียง 1,975 ตัว ควายป่าเหลือ 50-70 ตัว เสือโคร่งเหลือ
250-500 ตัวเท่นั้น ส่วนพะยูน พบฝูงสุดท้ายในประเทศไทยที่หาดเจ้าไหม
และเกาะตะลิบง จังหวัดตรังเท่านั้น (สผ. 2539ก)
ประเทศอื่นๆโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ต่างก็ทำให้ระบบนิเวศน์
ทางธรรมชาติ เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง แนวปะการัง ป่าไม้ ภูเขา
เกาะ แก่ง สิ้นสลาย และหลายชนิดพันธุ์สูญพันธุ์ไปเช่นกัน
ป่าชายเลนในประเทศฟิลิปปินส์เหลืออยู่เพียง ร้อยละ 20 ของที่มีอยู่เดิม
ป่าในทวีปเอเชียจะมีเพียงพอให้ใช้ประโยชน์ไปได้อีก 40 ปีเท่านั้น
(จากประกาศของโครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ
ในที่ประชุมคณะมนตรีประศาสน์การ เดือนมกราคม 2540)
อะไรอยู่เบื้องหลังการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
เป็นที่พิสูจน์ได้ว่า การสูญพันธุ์ของหลายชนิดพันธุ์ ในระยะเวลา 300-400
ปีที่ผ่านมา เป็นผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ นักวิจัยของ
สหรัฐอเมริกาพบว่า ในจำนวนชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่สูญพันธุ์ไป
ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2043-2053 (ทศวรรษ 1500) ไม่น้อยกว่า
500 ชนิดนั้น มีเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่สูญพันธุ์เองตามธรรมชาติ คือ
หอยทากน้ำเค็ม ที่เคยอยู่นอกอ่าวรัฐนิวอิงค์แลนด์ แรงกดดันให้เกิด
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพทั่งโลก มีพื้นฐานมาจาก
-รูปแบบการบริโภคและการผลิต
- การเติบโตของประชากร และการกระจายตัวของประชากร
- ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลต่อเนื่องให้เกิดผลตามมาคือ
- การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ
- การตักตวงผลประโยชน์จากชนิดพันธุ์ป่า
- การนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
- การเกษตรที่มุ่งเน้นการค้า
- มลภาวะ
- การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลก
ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติถูกทำลายอย่างไร
การรบกวนและทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ เป็นสาเหตุหลัก
ของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การทำลายระบบนิเวศ
เป็นต้นว่าการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ทั้งป่าดิบชื้น ป่าชายเลน
การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและเขื่อนพลังน้ำ การขยายตัวของชุมชนเมือง
การถมพื้นที่ชุ่มน้ำ การท่องเที่ยวและภาวะมลพิษ ล้วนส่งผลให้
ประชากรพืชและสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ลดลงหรือสูญพันธุ์ไป
ป่าเขตร้อนเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตประมาณ
ร้อยละ 50 ของที่อยู่ทั้งหมดในโลก แต่ในปัจจุบันได้มีการทำลาย
ป่าเขตร้อน โดยรวมทั้งหมดถึงประมาณ 17 ล้านเฮกแตร์ต่อปี
ซึ่งเทียบได้กับพื้นที่ที่ใหญ่กว่าประเทศสวิสเซอร์แลนด์ถึง 4 เท่า
การทำลายป่าเขตร้อนในอัตราดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลกระทบ
ให้สิ่งมีชีวิตในป่าเขตร้อนร้อยละ 5-10 สูญพันธุ์ไปภายในเวลา
30 ปีข้างหน้า
ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีอัตราการลดลงของป่าไม้ สูงเป็นอันดับ
สองของทวีปเอเชีย คือ ร้อนละ 2.5 ต่อปี นอกจากนี้แหล่งที่อยู่อาศัย
ตามธรรมชาติของประเทศไทย มีเหลืออยู่เพียงร้อยละ 20
ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นลำดับที่ 18 ของทวีป
( Mackinnon 1994 ) นั่นหมายความว่า ประเทศไทยมีอัตราการ
ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพในอัตราสูง ในขณะที่มีพื้นที่
ธรรมชาติเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
การคุกคามระบบนิเวศและถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ
ในประเทศไทยยังคงมีบทบาทต่อเนื่องและรุนแรงตามกาลเวลา
ป่าพนมสารคามซึ่งเดิมเป็นป่าผืนใหญ่ ครอบคลุมภาคตะวันออก
ต่อเนื่องไปจนถึงกัมพูชา เมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว มีพื้นที่ถึง 5 ล้านไร่
ปัจจุบันถูกบุกรุกแผ้วถาง ยึดครองทำการเกษตร และเป็นที่อยู่อาศัย
จึงเหลือพื้นที่ป่าเพียง 1 ใน 10 ของพื้นที่เดิม และถูกตัดขาด
ออกจากป่าในกัมพูชา ไม่เป็นผืนเดียวกันอีกต่อไป
พื้นที่คุ้มครองหลายแห่งได้ถูกบุกรุกทำลายมาเป็นเวลาหลายปี
ตัวอย่างเช่น อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว ได้ถูกบุกรุกพื้นที่
ทางตอนใต้ของอุทยานในเขตจังหวัดยโสธรถึง 20,000 ไร่
ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 4 ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ ตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2535 มาจนถึงทุกวันนี้ การบุกรุกพื้นที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
พร้อมไปกับการลักลอบตัดไม้ในเขตอุทยาน ที่มีอยู่เป็นประจำทุกวัน
เพื่อแปรรูปขายต่อให้พ่อค้าคนกลาง ในลักษณะบ้านทั้งหลัง
ในราคาหลังละ 3-4 หมื่นบาท (สผ. 2539 ข)
ความหลากหลายทางชีวภาพถูกใช้ประโยชน์อย่างไร
ตลอดเวลาที่ผ่านมา มนุษย์มักคิดว่าทรัพยากรชีวภาพต่างๆ เช่น
ป่าไม้หรือสัตว์น้ำ เป็นทรัพยากรที่สามารถทดแทนด้วยตนเองได้
( renewable resources ) ดังนั้นจึงน่าจะเป็นทรัพยากร
ที่น่าจะใช้ได้โดยไม่มีวันหมด แต่หารู้ไม่ว่าหากใช้ทรัพยากรชีวภาพ
อย่างฟุ่มเฟือยและรวดเร็ว ทรัพยากรดังกล่าว ย่อมไม่สามารถฟื้นฟู
ตัวเองได้และหมดไปในที่สุด แต่ไหนแต่ไรมาการพัฒนาทางเศรฐกิจ
ไม่เคยคำนึงถึงค่าของทรัพยากรชีวภาพเลยแม้แต่น้อย
ราคาของไม้ดิบและไม้แปรรูปต่างๆ เป็นเพียงมูลค่าของค่าใช้จ่าย
ที่ผู้ประกอบการตัดไม้ใช้ในการโค่น ขนส่งแปรรูปไม้
ตลอดจนค่าภาคหลวง ที่จ่ายให้รัฐบาล ในการทำสัมปทาน
ป่าไม้เท่านั้น แต่ไม่ได้มีการคิดคำนวนคุณค่าของต้นไม้ ที่มีต่อ
ระบบนิเวศแต่อย่างใด ในหลายๆประเทศ
ป่าไม้จึงมีคุณค่าตามราคาของไม้เท่านั้น
การใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางชีวภาพอย่างไม่ยั่งยืน
ไม่ว่าจะเป็นการทำไม้ การประมงเกินศักยภาพการผลิต
ของธรรมชาติ การลักลอบล่าสัตว์ล้วนส่งผลกระทบต่อชนิดพันธุ์
สายพันธุ์ ระบบนิเวศอื่นๆด้วย เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต
ในระบบนิเวศมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนมาก
การตัดไม้เพียงไม่กี่ต้น อาจจะทำให้สัตว์หรือพืชบางชนิด
สูญพันธุ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสัตว์หรือพืชชนิดนั้น
มีประชากรในธรรมชาติน้อยอยู่แล้ว และจำเป็นต้องอยู่อาศัย
ในแหล่งเฉพาะถิ่นเท่านั้น
การทำลายป่าดิบที่ราบต่ำในภาคใต้ของประเทศ เพื่อตั้งรกรากถิ่นฐาน
และทำการเกษตร เป็นเหตุให้นกแต้วแล้วท้องดำ Pitta gurneyi
แทบจะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ การเปลี่ยนแปลง หนอง บึง เป็นนาข้าว
เป็นที่อยู่อาศัย และการล่านก เป็นสาเหตุให้นกกระเรียน Grus antigone
หมดสิ้นไปจากประเทศไทย (วท. 2533) ปะการังจากท้องทะเลไทย
ถูกขุดมาขายเป็นสิ่งประดับสวน ประดับบ้าน จนประเทศไทย
เหลือแนวปะการังอยู่เพียงหนึ่งในสาม ของที่มีอยู่เดิมเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว
เราสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรมในการเกษตรอย่างไร
หลายครั้ง เราได้ทำลายองค์ประกอบความหลากหลายทางชีวภาพ
อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การทุ่มกำลังนักวิชาการเพื่อพัฒนาพันธุ์พืช
ทางการเกษตรในระยะ พ.ศ. 2493-2503 (ทศวรรษ 1950) หรือ
“การปฏิวัติเขียว ” (green revolution) ได้ทำให้มีการสร้างสายพันธุ์พืช
มากมายที่ให้ผลผลิตสูงแต่ใช้พื้นที่ในการปลูกเพียงเล็กน้อย
ซึ่งช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถสร้างผลผลิตทางการเกษตรได้เพียงพอ
กับความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่การส่งเสริมให้เกษตรกร นำเอาสายพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงนี้
มาเพาะปลูก ได้ทำให้เกษตรกรจำนวนมาก ละทิ้งสายพันธุ์พืช
ทางการเกษตรดั้งเดิม จนกระทั่งสายพันธุ์พื้นเมืองสูญหายไป
เป็นจำนวนมาก
“ การปฏิวัติเขียว ” ได้ชักจูงให้เกษตรกรในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้กว่าร้อยละ 80 หันมาปลูกพืชสายพันธุ์ใหม ่แทนสายพันธุ์ดั้งเดิม
เกษตรกรในประเทศอินโดนิเซีย ได้ละทิ้งการปลูกพันธุ์ข้าวดั้งเดิม
และทำให้ข้าวกว่า 1,500 สายพันธุ์ สูญพันธุ์ไปในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา
สายพันธุ์พืชทางการเกษตรดั้งเดิมเป็นทรัพยากรทางพันธุกรรมที่มีคุณค่า
เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคน
จนมีลักษณะทางพันธุกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่
เพาะปลูกเช่น มีความต้านทานโรคสูง หรือต้องการธาตุอาหารน้อย
ซึ่งสามารถนำเอาไปพัฒนาพืชพันธุ์ใหม่ให้ดีขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น
เมื่อมีการระบาดของโรคโคนเน่าของข้าวขึ้นในระยะประมาณ
พ.ศ. 2523-2533 (ทศวรรษ 1980) นักวิทยาศาสตร์พบว่า
มีข้าวเพียงสายพันธุ์เดียวเท่านั้น จากข้าวทั้งหมดมากกว่า 10,000
สายพันธุ์ที่มีภูมิต้านทานโรคดังกล่าว ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวนี้
เป็นสายพันธุ์ข้าวดั้งเดิม
นอกจากนี้ การที่เกษตรกรเลิกปลูกสายพันธุ์เก่า และหันไปปลูกสายพันธุ์
ที่ให้ผลผลิตสูงเหมือนๆกันเกือบทั้งหมด ทำให้พืชที่ปลูก
มีความสม่ำเสมอทางพันธุกรรม ( genetically uniform )
หรือไม่มีความหลากหลายทางพันธุกรรม และมีความอ่อนแอทางพันธุกรรม
( genetic vulnerable ) สูง จึงมีโอกาสที่จะถูกทำลายโดยศัตรูพืช
และสภาพแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ดังที่เกิดขึ้นกับไร่มันฝรั่ง
ในประเทศไอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2389 ซึ่งทำให้ผู้คนอดอยาก
และเศรษฐกิจของประเทศพังทลาย จนประชาชนจำนวนมากต้องอพยพ
ไปสู่ทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย
จากเอกสารเผยแพร่
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม
กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
"ต้นไม้ทูยู" ขอสนับสนุนการลดโลกร้อน และอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
โดยการสะสมพันธุ์ไม้ และการออกแบบจัดสวน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น